contact.png
ก้อนเมข.png

First Step and Beyond with Saturday School
สุธีกานต์ สุริยะวงษ์ (น้องกานต์)

SpaceGuideGirl.png

เรื่อง : ปรียาภา พืชผล

          เวลาประมาณบ่ายสองวันอาทิตย์​ ท้องฟ้าส่งเสียงครืนครางแผ่วเบา ฤดูฝนแวะเวียนเข้ามาทักทายถี่กว่าทุกปี และเมื่อม่านฝนยกตัวเองสูงขึ้นจนมองเห็นสีขาวสลับครามของท้องฟ้ายามบ่ายอีกครั้ง แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เผยให้เห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ราง ๆ ก็ดูจะจางจงเล็กน้อยท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ ที่สะท้อนเข้ามาผ่านบานหน้าต่าง

          น้องกานต์ หรือ สุธีกานต์ สุริยะวงษ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่สาม โรงเรียนบำรุงรวิวรรณวิทยา หนึ่งในนักเรียนชั้นเรียนสอนทำอาหารของโรงเรียนวันเสาร์ ยิ้มเขิน ๆ อยู่อีกฟากหนึ่งของหน้าจอหลังจากจัดการตั้งโทรศัพท์มือถือให้เข้าที่เข้าทาง แม้ว่าความชัดเจนของท่าทางหรือสีหน้าที่กำลังแสดงออกมานั้นจะถูกรบกวนด้วยสัญญาณขาด ๆ หาย ๆ ราวกับแผ่นเสียงตกร่อง แต่น้ำเสียงหนักแน่นมั่นใจที่แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นและเสียงหัวเราะแผ่วเบาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้บรรยากาศการสัมภาษณ์ในครั้งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่จะยังคงชัดเจนท่ามกลางอากาศอับชื้นและกลิ่นอายของละอองฝน

 

         เข็มนาฬิกาเดินต่อไปอีกหนึ่งจังหวะ ต่อจากนี้ไปอีกสามสิบนาทีคือช่วงเวลาที่เราจะได้มาทำความรู้จักกับน้องกานต์แห่งห้องเรียนทำอาหารของโรงเรียนวันเสาร์กันให้มากยิ่งขึ้น

ชีวิตก่อนที่จะรู้จักกับโรงเรียนวันเสาร์

“ก่อนที่จะมาเข้าร่วมโรงเรียนวันเสาร์...ก่อนจะมีโควิด-19 ดีกว่า เวลาว่าง ๆ ผมมักจะซ้อมดนตรีไม่ก็วาดรูปครับ” น้องกานต์ชูมือขึ้นมาสองข้าง ยกสลับกันไปมา “ผมฟอร์มวงกับเพื่อน แล้วก็รับหน้าที่ตีกลอง เพลงอะไรบ้างก็จำไม่ได้แล้ว แต่ถ้าให้กลับไปเล่นก็ยังเล่นได้อยู่นะครับ”

 

ในขณะที่พูดอยู่นั้นน้องกานต์ขยับส่ายตัวไปมาราวกับกำลังจินตนาการภาพตัวเองในห้องซ้อม หมุนควงไม้กลองไปมาอย่างคล่องแคล่วก่อนจะตีมันลงไปจนเกิดเป็นจังหวะหนักหน่วงทั้งขัดและสอดประสานไปกับเครื่องดนตรีอื่น ๆ ได้อย่างลงตัว

S__70926338.jpg

“พอไม่ได้ไปโรงเรียน ดนตรีก็เลยต้องหยุดซ้อมไปด้วย ไป ๆ มา ๆ ตอนนี้เลยเหลือแต่วาดรูปอย่างเดียวแล้ว” 

 

         แล้วปกติเราวาดรูปอะไร มีอะไรที่ชอบวาดเป็นพิเศษหรือเปล่า? น้องกานต์ยิ้มแป้น ไม่เสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียวในตอนที่ตอบว่า

“อนิเมะครับ ผมชอบดูการ์ตูน อ่านมังงะ จริง ๆ แอบมีความฝันว่าอยากเป็นนักพากย์การ์ตูนด้วยนะ”

 

        น้องกานต์นี่ทั้งเล่นดนตรีทั้งวาดรูป แถมมีความฝันอยากพากย์การ์ตูนอีกต่างหาก ดู ๆ ไปแล้วมีความเป็นศิลปินเต็มตัวเลยนี่นา 

 

“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ” น้องกานต์ตอบเสียงอ้อมแอ้ม ไม่ได้ขาดความมั่นใจแต่ดูเหมือนจะขัดเขินเสียมากกว่า “ผมแค่อยากเป็นอะไรสักอย่างที่มีส่วนร่วมกับสิ่งที่ตัวเองชอบ อันที่จริงผมฝันไว้เยอะแยะเลย นอกจากนักพากย์แล้ว ผมก็คิดว่าถ้าได้ทำการ์ตูน เขียนมังงะสักเล่ม หรือเอาเรื่องของตัวเองลง webtoon ได้ก็ถือว่าโอเคสำหรับผมแล้วนะ”

          น้องกานต์เงียบไปสักพักก่อนเสริมขึ้นมาอีกว่าประมาณสองปีที่แล้วเคยทำช่องยูทูปอัดเสียงตัวเองไว้ตอนฝึกพากย์เสียงใหม่ ๆ กับตอนร้องเพลงเอาไว้ด้วย 

          “เมื่อก่อนผมพากย์ได้เป็นสิบเสียงเลย แต่ตอนนี้เสียงแตกหมดแล้ว ไม่ใสเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” น้องกานต์หัวเราะ 

 

          “แต่จริง ๆ นอกจากการมีส่วนร่วมในสิ่งที่ตัวเองชอบแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญเลยคือการได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองให้เกิดประโยชน์ ได้หัดคิดนอกกรอบและทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ยิ่งถ้าหากนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างเป็นรายได้ได้ ก็เหมือนเป็นการพิสูจน์ตัวเองให้ครอบครัวเห็นว่าผมสามารถยืนด้วยขาของตัวเองได้ ให้พวกท่านได้มองเห็นผมที่เป็นผมจริง ๆ ว่าตัวตนและทางที่ผมเลือกที่ถึงแม้จะไม่ใช่ทางลาดยางที่ราบเรียบปลอดภัยตลอด แต่ก็ไม่ใช่หนทางที่ขรุขระและมองหาความสวยงามไม่ได้เลย” 

 

          เพราะว่าเราชอบคิดและทำอะไรใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลาหรือเปล่าถึงได้เลือกเรียนทำอาหารกับโรงเรียนวันเสาร์?

 

         น้องกานต์ทำท่าคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “เหมือนว่าสำหรับโรงเรียนบำรุงรวิวรรณวิทยาจะมีห้องเรียนสองห้อง คือร้องเล่นเต้นกับสอนทำอาหาร...ปกติผมมักเต้นและร้องเพลงในห้องน้ำเป็นปกติทุกวัน แตถ้าพูดถึงเรื่องทำอาหารผมก็ทำได้แค่เจียวไข่ ทำไข่ดาว แล้วก็หุงข้าว สามอย่างนี้วนไปเท่านั้น ผมเลยตัดสินใจเรียนทำอาหารดีกว่า”

S__70926342.jpg

ห้องเรียนทำอาหารเป็นอย่างไรบ้าง? 

 

“สนุกครับ พี่ ๆ ที่มาสอนเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย การสอนไม่น่าเบื่อ มีเกมให้เล่นทุกอาทิตย์ มีเมนูใหม่ ๆ มาให้ลองทำตลอด แถมยังได้ฝึกนำเสนอผลงานตัวเองด้วย ผมว่าความท้าทายนอกจากการจำสูตรที่ละเอียดยิบ ซึ่งบางทีต้องไปถามหรือศึกษาเพิ่มเติมนอกรอบแล้ว มีการคิดหาวิธีนำเสนอเมนูของตัวเองที่ถึงจะรู้ว่าอาจแปลก ๆ ไปบ้างอย่างไรให้ออกมาน่ากินจนน้ำลายสอนี่แหละครับ” 

 

น้องกานต์หัวเราะพลางบอกอีกว่า ความคิดสร้างสรรค์น่ะมีล้นเหลือ แต่ล้นมากก็ไม่ดี มันกินไม่ได้ 

S__70926351.jpg
S__70926348.jpg

           แล้วการต้องนั่งเรียนออนไลน์อย่างเดียวแบบนี้มีอุปสรรคอะไรไหม?

          “ไม่นะฮะ...ผมรู้สึกว่ามันทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนเก่า ๆ ในมุมใหม่ ๆ มากขึ้น ได้รู้จักกับพี่ ๆ อาสา แล้วก็ได้หัดทำอะไรใหม่ ๆ อีกเยอะแยะเลย” น้องกานต์พูดติดตลกว่า “แต่ถ้าเจอกันแบบตัวต่อตัวก็น่าจะดีกว่านี้ อย่างน้อย ๆ ผมจะได้หายสงสัยสักทีว่าเพื่อนคนที่ปิดกล้องตลอดคือใครกันแน่”

          พอนับถอยหลังดู อีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะวัน BIG DAY แล้ว แถมพรุ่งนี้ก็เป็นวันที่จะต้องบอกพี่ ๆ แล้วว่าจะทำอะไรในวันนั้น น้องกานต์วางแผนหรือมีไอเดียหรือยังว่าจะให้ผลงานของตัวเองออกมาในรูปแบบไหน?

          น้องกานต์กะพริบตาปริบ ๆ    “...เอ่อ พรุ่งนี้แล้วเหรอครับ?”

ความฝันต่อจากนี้

           “ในหัวผมตอนนี้ยังคิดไม่ออกเลย แต่ว่าอยากลองทำเมนูที่มีทั้งคาวหวานอยู่ในจานเดียวกันนะ...ผมกินได้ทุกอย่างอยู่แล้ว แต่อาจต้องให้แม่ทดสอบรสชาติก่อน ถ้าผ่านแล้วก็คงเอาเป็นเมนูนั้นแหละครับ”

 

           ทำไมน้ำเสียงดูไม่มั่นใจเลย?

 

           น้องกานต์ยิ้มแหย “จริง ๆ ผมเคยลองทำอาหารเองมานานแล้วครับ เคยคิดเมนูใหม่ ๆ ขึ้นมาเยอะแยะอร่อยไม่อร่อยผมกินได้หมด...แต่มีครั้งหนึ่งที่เอาทุเรียน เม็ดแมงลักแล้วก็พริกเกลือมาผสมรวมกันแล้วลองให้แม่กิน...คำเดียวของแม่หยุดผมได้ชะงัดเหมือนโดนหมัดฮุก” น้องกานต์ทำหน้าจริงจังพลางบอกว่า “แม่บอกผมว่า ‘อย่าหาทำ’ ”

แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดเราจากการทดลองทำอะไรใหม่ ๆ ใช่ไหม?

           “ผมกลับคิดต่อไปอีกว่าถ้าทำให้มันกินได้และอร่อยขึ้นมา อาจทำเป็นแบรนด์น้ำจิ้มรูปแบบใหม่ขึ้นมาเลยก็ได้นะฮะ” สีหน้าจริงจังของน้องกานต์ถูกลบล้างด้วยเสียงหัวเราะที่เจ้าตัวกลั้นไม่อยู่ “นานแล้วที่ไม่มีน้ำจิ้มใหม่ ๆ ออกมาเลย ถ้าทำได้ผมว่าคงดีเลย”

พี่เชื่อจริง ๆ แล้วว่าความคิดสร้างสรรค์ของเราล้นเหลือจริง ๆ

         “แต่...” น้องกานต์ลากเสียง “มากเกินไปก็ไม่ดีครับ กินไม่ได้”

.

.

.

S__70926343.jpg
อาหารฝีมือน้องกานต์
06.png

           ดูทรงแล้วเราน่าจะมีเรื่องที่ต้องทำเยอะแยะเต็มไปหมดเลย สมมติว่าถ้าเรื่องที่ต้องทำมีความกดดันพอสมควรแล้วทำให้เราเครียดขึ้นมา เรามีวิธีจัดการหรือรับมืออย่างไรบ้าง?

            น้องกานต์นิ่งไปเล็กน้อย คิ้วขมวดเข้าหากัน  ใบหน้าที่ยิ้มแย้มก่อนหน้านี้ดูจริงจังขึ้นกว่าเดิม

 

             “โห...” น้องกานต์ว่า “จัดการกับความเครียด...จัดการกับความรู้สึกของตัวเองมันยากนะ”

 

             หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง น้องกานต์พูดว่า

             

             “สำหรับผม ผมว่าการวาดรูปหรือฟังเพลงคือวิธีจัดการกับความเครียดที่ดีที่สุดสำหรับผมนะ ผมค่อนข้างอินไปกับเพลง แต่ถ้าไม่ใช่สองวิธีนี้ ผมก็มักจะไปปล่อยโฮกับเพื่อน ระบายทุกอย่างให้เพื่อนฟัง ให้เพื่อนพยุงให้เราลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งล่ะมั้ง....อันที่จริงผมค่อนข้างเป็นที่ปรึกษาหรือไม่ก็เป็นที่พึ่งของเพื่อน ๆ ได้ แต่ไม่รู้เพราะอะไรพอเป็นเรื่องของตัวเองถึงเหมือนเป็นอัมพาตขึ้นมาเสียอย่างนั้น”

 

             บางครั้งการปล่อยให้ตัวเองอยู่ภายใต้ความกดดันหรือเศร้าเสียใจโดยมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ ก็เป็นการรักษาตัวเองที่ดีวิธีหนึ่ง

 

             “ใช่ครับ แต่ถ้าในแง่ของการเรียนหรือการทำความเข้าใจกับอะไรสักอย่าง การได้รับกำลังใจจากทั้งครอบครัวและเพื่อน หรือการทำหัวให้โล่งเพื่อจะได้มองเห็นปัญหาให้ชัดขึ้นก็ช่วยผมได้เยอะมากเหมือนกัน”

            แสดงว่าปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเรียนก็ชอบโผล่มารบกวนเราบ่อย ๆ หรือเปล่า?

 

            “จะบอกว่าเป็นปัญหาก็อาจจะได้มั้งครับ อาจด้วยวัยที่ห่างกันมากหรืออะไรสักอย่าง ยิ่งพอมาเรียนออนไลน์ด้วยแล้ว ตอนเข้าไปก็แค่ไปนั่งฟังเฉย ๆ ไม่มีความรู้สึกอยากตอบตอนคุณครูถามเท่าไหร่ บางเรื่องก็ไม่รู้จริง ๆ เลยไม่ตอบ แต่บางเรื่องที่รู้ผมก็ปากหนักไม่กล้าตอบเพราะกลัวผิด”

 

             แล้วพอเข้าโรงเรียนวันเสาร์แล้วเจอปัญหาประเภทเดียวกันนี้อีกมั้ยนะ?

 

             “ไม่มีนะครับ อาจด้วยวัยที่ไม่ห่างกันมาก พี่ ๆ ก็ดูเข้าถึงง่าย ชอบอะไรคล้าย ๆ กัน เรื่องที่เราไม่กล้าพูดให้คุณครูฟังก็เอามาบ่นหรือเล่าให้พี่ ๆ ฟังได้ กลายเป็นว่าส่วนตัวผมกลับรู้สึกสนิทกับพี่ ๆ มากกว่าอีกครับ” 

 

             อย่างนี้ต้องฝากบอกอะไรถึงพี่ ๆ อาสากับโรงเรียนวันเสาร์สักหน่อยแล้ว

 

“อืม...ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวเอง จะให้พูดความในใจตัวเองเลยไม่รู้จะพูดอะไร” น้องกานต์หัวเราะ “แต่ถ้าจะให้พูดอะไรสักอย่าง ก็คงเป็นสอนดีมาก เข้าใจง่าย ไม่เครียด พี่ ๆ เขาเองก็น่าจะพยายามกันอย่างเต็มที่เหมือนกันดูจากหลาย ๆ สไลด์ที่เอามาใช้สอนในห้อง

S__70926341.jpg

“เรารับรู้ได้ว่าพวกพี่ ๆ เขาตั้งใจทำให้เรา เราก็รู้สึกเลยว่า โห...ทำให้เราขนาดนี้เลยเหรอ” น้องกานต์เกาหัว ยิ้มเขิน ๆ พลางหัวเราะเบา ๆ “ถ้า Covid ดีขึ้นก็อยากให้มาเจอกันเห็นหน้าเห็นตัวกันชัด ๆ ผมว่ามีอะไรมากมายที่สามารถทำร่วมกันได้ และต้องสนุกมากแน่ ๆ”

 

“และสำหรับใครที่จะมาเข้าร่วมโรงเรียนวันเสาร์ในครั้งหน้า...เข้ามาเถอะครับ ไม่เสียใจแน่นอน”

           สีเทาเริ่มกลืนกินแผ่นฟ้าอีกครั้ง ฝนทำท่าจะตกในอีกไม่กี่นาทีนี้แล้ว

 

           คำถามสุดท้าย ถ้าเปรียบตัวเองเป็นตัวละครสองตัวในอนิเมะสักเรื่อง ตัวหนึ่งคือตัวที่เราคิดว่าคล้ายหรือเหมือนเราในตอนนี้ และอีกตัวคือตัวที่เราอยากเป็น คิดว่าตัวละครสองตัวไหนที่อธิบายถึงความเป็นเราได้ดีที่สุด?

 

           น้องกานต์นั่งคิดสักครู่ ก่อนที่ริมฝีปากที่ถูกขบเม้มด้วยความครุ่นคิดจะค่อย ๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้มสดใส

 

          “ถ้าเปรียบตัวเองในตอนนี้ ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนเซ็นอิตสึ (Zenitsu) จากเรื่องดาบพิฆาตอสูร ส่วนถ้าในอนาคตอยากเป็นเหมือนตัวละครอะไร ผมคิดว่าคงเป็น อิตาโดริ ยูจิ (Itadori Yuji) จากจูจุทสึ ไคเซ็นละมั้งครับ”

 

           เซ็นอิตสึ? เด็กผู้ชายผมเหลืองที่ขี้กลัว ๆ กับยูจิผมสีชมพูที่เป็นตัวเอกของเรื่องใช่ไหม?

 

“ใช่ครับ จริง ๆ ส่วนหนึ่งที่คิดว่าเหมือนและอยากเป็นตัวละครสองตัวนี้ก็เพราะทั้งคู่เป็นตัวหลักของเรื่อง” น้องกานต์หัวเราะ “อีกส่วนก็เพราะนิสัยที่น่ารัก ร่าเริง และความพยายามเพื่อคนรอบข้างเสมอถึงแม้ว่าจะต้องทำให้ตัวเองตกอยู่ในที่นั่งลำบาก อาจเพราะว่าในสถานการณ์แบบนั้น การเอาชนะความกลัวในจิตใจของตัวเองเพื่อก้าวผ่านอุปสรรคหรือตัวร้ายให้ได้เป็นสิ่งที่จะตัดสินความเป็นตายของตัวละคร ผมเลยคิดว่าถ้ามีความกล้าให้ได้อย่างตัวละครเหล่านี้สักนิด ก็คงจะดีไม่น้อยเลยครับ”

            ท่ามกลางเสียงครืนครางดังแว่วมาไกล ๆ บนหน้าจอที่เปรียบเสมือนห้องสัมภาษณ์เล็ก ๆ ห้องหนึ่งปรากฏรอยยิ้มสว่างไสวราวแสงอาทิตย์ของเด็กชายคนหนึ่งที่ได้บอกเล่าเรื่องราวผ่านเส้นทางชีวิตที่อาจเรียบเรื่อยสำหรับใครบางคน แต่ก็อาจแฝงไปด้วยเรื่องราวน่าตื่นเต้น  ที่หากไม่ระวังก็อาจโผกระโจนออกมาจนทำให้ใคร ๆ ต่างตกใจได้ 

 

            ฝนตกลงมาอีกครั้งแล้ว แต่ในครั้งนี้ได้หอบนำความรู้สึกบางอย่างติดตัวมาด้วย กลิ่นจาง ๆ นอกเหนือจากไอดินและกลิ่นฝน ความรู้สึกตื่นเต้นที่สุมทับกันราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้น

 

            นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ดาวเสาร์ที่โคจรอยู่ห่าง ๆ ก็จะขยับเข้ามาใกล้พวกเรามากขึ้นจนสามารถมองเห็นและสัมผัสได้ด้วยตาเปล่าแล้ว

 

            อีกไม่กี่วันเท่านั้น 

            .

            .

           “แล้วเจอกันวัน BIG DAY ครับ”